ลัทธิ (Doctrine) คือคำสั่งสอน ที่มีผู้เชื่อถือและมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ลัทธิมากซ์

ลัทธิมากซ์ (อังกฤษ: Marxism) หรือมักใช้ทับศัพท์ว่า มาร์กซิสต์ คือทฤษฎีสังคม และการเมือง ที่มีพื้นฐานมาจากผลงานของคาร์ล มากซ์ และฟรีดริช เองเงิลส์ ลัทธิมากซ์มีอิทธิพลอย่างสูงต่อลัทธิคอมมิวนิสต์(Communism) และยังมีอิทธิพลต่อวงวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy), มากซ์สายใหม่ (Neo-Marxism), สำนักวัฒนธรรมศึกษาเบอร์มิงแฮม (The Birmingham School), สำนักวัฒนธรรมศึกษาแฟรงก์เฟิร์ต (The Frankfürt School) รวมไปถึงอิทธิพลบางส่วนที่มีต่อลัทธิหลังสมัยใหม่ (Postmodern)
อนึ่งนอกจากคำว่า "ลัทธิมากซ์" และ "มาร์กซิสต์" ที่เป็นศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิตยสถานซึ่งใช้แปลความคำว่า Marxism แล้ว นอกจากศัพท์บัญญัติดังกล่าวยังมีการเขียนทับศัพท์อย่างอื่นด้วย อาทิ ลัทธิมาร์กซ์ ลัทธิมาร์คซ์ ลัทธิมาคซ์ ลัทธิมาร์กซ ลัทธิมากรซ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้สมควรบัญญัติคำว่า "มาร์กซิสม์" ใช้แทนคำว่า Marxism เนื่องจากคำนี้แปลว่า "ตระกูลความคิดแบบมากซ์ เพื่อให้มีความแตกต่างจากคำว่า Marxist ที่สมควรบัญญัติว่า "มาร์กซิสต์" โดยแปลว่า "นักคิดตระกูลมาร์กซิสต์" 

ลัทธิคอมมิวนิสต์

ลัทธิคอมมิวนิสต์ (อังกฤษ: Communism) เป็นขบวนการปฏิบัติสังคมนิยมเพื่อสถาปนาระเบียบสังคมที่ปราศจากชนชั้น เงินและรัฐ โดยตั้งอยู่บนการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตร่วมกัน เช่นเดียวกับอุดมการณ์ทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจซึ่งมุ่งสถาปนาระเบียบสังคมนี้ ขบวนการดังกล่าว ในการตีความแบบลัทธิมากซ์-เลนิน มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อประวัติศาสตร์คริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีการแข่งขันกันดุเดือดระหว่าง "โลกสังคมนิยม" (อันเป็นรัฐสังคมนิยมที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์) และ "โลกตะวันตก" (ประเทศซึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม)
ทฤษฎีลัทธิมากซ์ถือว่า คอมมิวนิสต์บริสุทธิ์หรือคอมมิวนิสต์สมบูรณ์เป็นขั้นของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์โดยเจาะจงที่ถือกำเนิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการพัฒนากำลังการผลิตซึ่งนำไปสู่ความมั่งคั่งทางวัตถุที่อุดมสมบูรณ์ เพื่อให้การแจกจ่ายยึดความต้องการและความสัมพันธ์ทางสังคมยึดตามปัจเจกบุคคลที่เกี่ยวข้องกันอย่างเสรี[1][2] นิยามที่แน่ชัดของคอมมิวนิสต์แตกต่างกัน และมักถูกเข้าใจผิด ในวจนิพนธ์การเมืองทั่วไป ว่าใช้แทนคำว่าสังคมนิยม ได้ อย่างไรก็ดี ทฤษฎีลัทธิมากซ์ยืนยันว่า สังคมนิยมเป็นเพียงขั้นเปลี่ยนผ่านบนวิถีสู่คอมมิวนิสต์ ลัทธิเลนินเพิ่มแนวคิดพรรคการเมืองแนวหน้าเพื่อนำการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพ และเพื่อยึดอำนาจทางการเมืองทั้งหมดหลังการปฏิวัติเพื่อชนชั้นกรรมกร เพื่อการพัฒนาความตระหนักของชนชั้นทั่วโลกและการมีส่วนร่วมของกรรมกร ในขั้นเปลี่ยนผ่านระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยม
ปัจจุบัน คอมมิวนิสต์มักใช้เรียกนโยบายของรัฐคอมมิวนิสต์ นั่นคือ รัฐที่ถูกควบคุมเบ็ดเสร็จโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าสาระของระบบเศรษฐกิจในทางปฏิบัติแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น นโยบายของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งระบบเศรษฐกิจรวมไปถึง "โด่ย เหมย" (Doi Moi) สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งระบบเศรษฐกิจเป็น "เศรษฐกิจตลาดสังคมนิยม" และระบบเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียต ซึ่งอธิบายได้ว่าเป็น "ทุนนิยมโดยรัฐ" โดยนักสังคมนิยมที่มิใช่ลัทธิเลนิน และภายหลังโดยนักคอมมิวนิสต์ผู้คัดค้านแบบจำลองโซเวียตยุคหลังสตาลินมากขึ้น ตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 (เช่น ลัทธิเหมา ลัทธิทร็อตสกี และคอมมิวนิสต์อิสรนิยม และแม้กระทั่งตัววลาดีมีร์ เลนินเอง ในจุดหนึ่ง[3]

ลัทธิซาตาน

ลัทธิซาตาน (อังกฤษ: Satanism) เป็นคำอย่างกว้างที่กล่าวถึงขบวนการทางสังคมขนาดใหญ่ที่มีอุดมการณ์และความเชื่อทางปรัชญาที่หลากหลาย ลักษณะที่พบร่วมกัน คือ ความเกี่ยวข้องหรือความศรัทธาเชิงสัญลักษณ์ต่อซาตาน ซึ่งนักลัทธิซาตานมองว่าเป็นภาพลักษณ์ของการปลดปล่อย ก่อนหน้านั้นมีลักษณะเป็นองค์กรลับๆ มาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการใน ปี พ.ศ. 2509 ในชื่อ โบสถ์ของซาตาน ในปี พ.ศ. 2533 คาดว่ามีผู้บูชาซาตานจำนวน 50,000 คน และอาจมีมากที่สุดถึง 100,000 คนทั่วโลก แบ่งได้เป็นสองประเภทคือ แบบเชื่อในพระเจ้า กับ แบบไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง

ลัทธินีโอนาซี

นีโอนาซี (อังกฤษ: Neo-Nazism) คือลัทธิที่เคลื่อนไหวหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อฟื้นคืนลัทธินาซี ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว สมาชิกกลุ่มคนเหล่านี้มักเป็นกลุ่มคนผิวขาว (คอเคซอยด์) เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้ยังมีความเชื่อที่ว่าคนผิวขาวเป็นใหญ่เหนือเผ่าพันธุ์อื่นๆ สืบมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของนาซี
นโยบายของลัทธินีโอนาซีมีความแตกต่างกันไป แต่มักสวามิภักดิ์ต่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์, เหยียดเชื้อชาติต่างๆ, เหยียดสีผิว, เทิดทูนคนอารยันเยอรมัน, เหยียดเกย์ เหยียดยิว สลาฟ ฯลฯ
พวกเขามักใช้สัญลักษณ์เป็นสวัสดิกะ มีบางประเทศในทวีปยุโรปมีกฎหมายห้ามลัทธินาซี การเหยียดผิว การเหยียดเชื้อชาติ กลุ่มนีโอนาซีจะพบแถวชายแดนระหว่างประเทศที่ติดกับเยอรมัน โดยเฉพาะในรัสเซียพบมากที่สุดในกรุงมอสโก เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายของบุคคลกลุ่มนี้ได้แก่ ชนชาติที่เป็นต่างชาติและที่มีอยู่ในรัสเซียอยู่แล้วเช่น ยิว สลาฟ เอเชีย ตาตาร์ ยูเครน เบลารุส แอฟริกันอเมริกัน ลูกครึ่ง รัสเซียและกลุ่มชนชาติต่างๆ ที่อยู่ในรัสเซียและมาจากต่างประเทศ ชาวรัสเซียคนหนึ่งบอกว่า ที่ประเทศเขามีประชากรเป็นรัสเซีย 81% ต่างชาติ 19% อาทิ ยิว สลาฟ ตาตาร์ ยูเครน เบลารุส เยอรมัน ฯลฯ เขาบอกว่าพวกนีโอนาซีจะเป็นพวกเยอรมันที่อยู่ในรัสเซียที่เป็นชุมชนเยอรมัน เขายังบอกอีกว่าชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศเขาที่ไม่ใช้เยอรมันมักถูกทำร้ายจนตายทั้งที่มาจากต่างประเทศและชนชาติกลุ่มต่างๆ ในรัสเซียที่ไม่ใช่เยอรมัน
มีนีโอนาซีบางกลุ่มพยายามที่จะรื้อฟื้นลัทธินี้ อาทิ Colin Jordan, George Lincoln Rockwell, Savitri Devi, Francis Parker Yockey, William Luther Pierce, Eddy Morrison และ David Myatt
นีโอนาซีมักจะโกนหัว ชื่อของทรงผมสกินเฮดที่เรียกชื่อกันอยู่นั้นมีต้นกำเนิดมาจากพวกนี้ เชื่อว่าคนขาวที่เป็นเยอรมันเป็นเผ่าพันธุ์ที่ดีที่สุด แต่งกายคล้ายพังก์ สักลาย สวัสดิกะ หรือ สัญลักษณ์นาซีไว้ที่ตัว บูชา อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, แฮร์มันน์ เกอริง, ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ บ้างไล่ตระเวนไล่ทำร้ายชาวต่างชาติ เช่น ยิว สลาฟ เอเชีย ตาตาร์ ยูเครน เบลารุส นิโกร ลูกครึ่ง รัสเซีย สเปน กรีก อิตาลี และกลุ่มชนชาติต่างๆ ซึ่งอาจรวมอังกฤษด้วย
สมาชิกนีโอนาซีส่วนมากมักจะเป็นคนเชื้อสายเจอร์แมนิกในหลายประเทศ ได้แก่ เยอรมนี, สวีเดน, เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สหราชอาณาจักร, ไอซ์แลนด์, ออสเตรีย, สวิตเซอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม ส่วนเขตอิทธิพลของนีโอนาซีในประเทศอื่นๆ ได้แก่ รัสเซีย, โครเอเชีย, ฝรั่งเศส, เซอร์เบีย, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา, เอสโตเนีย, ฮังการี, กรีซ, ยูเครน, ตุรกี, อิสราเอล, ซีเรีย, มองโกเลีย, พม่า, ไต้หวัน, เซอร์เบีย, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา,คอสตาริกา, บราซิล และชิลี

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลัทธิไศเลนทร์หรือเทวราชา

ลัทธิไศเลนทร์นี้เข้าใจว่าจะเริ่มต้นขึ้นที่เกาะชวา แล้วแผ่มายังกัมพูชา เป็นลัทธิที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ เป็นเทวราชหรือเป็นเทพเจ้า มิใช่มนุษย์อย่างพระมหากษัตริย์ไทยที่กรุงสุโขทัย ด้วยเหตุนี้ในหนังสือเก่าๆ แห่ง ภาคอีสานซึ่งครั้งหนึ่งเคยขึ้นอยู่ในมหาอาณาจักรเขมรจะพบว่า ศัพท์ที่ใช้เรียกพระมหากษัตริย์เขมรนั้นคือ “ผีฟ้าเมืองยโสธร” คำว่า ผีฟ้า ในภาษาไทยแปลว่าเทพหรือเทพเจ้า ส่วนเมืองยโสธรคือเมืองยโสธรปุระ เมืองหลวง ของเขมรในสมัยหนึ่ง
ลัทธิเทวราชหรือไศเลนทร์
ลัทธิเทวราชหรือไศเลนทร์นั้นมีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน เทวราชก็หมายความว่าราชาหรือองค์พระมหากษัตริย์เป็นเทวะ ส่วนคำว่า ไศเลนทร์ นั้น มาจากคำว่า ไศล คำหนึ่ง และ อินทร์ คำหนึ่ง แปลว่าผู้เป็นใหญ่แห่งภูเขาหรือบนภูเขา ซึ่งหมายความถึงพระศิวะผู้ซึ่งสถิตอยู่ บนยอดเขาไกรลาส เมื่อถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นเทพเจ้า ก็เทียบได้กับองค์พระศิวะ พระมหากษัตริย์จึงเป็นองค์ไศเลนทร์
ลัทธินี้พราหมณ์ในศาสนาฮินดูซึ่งเดินทางจากประเทศอินเดียมายังประเทศต่างๆ ในเอเชียอาคเนย์ได้เป็นผู้นำเข้ามาเผยแผ่ ในขั้นแรกพระมหากษัตริย์ในประเทศต่างๆ ในเอเชียอาคเนย์นั้นยังมีสภาพเป็นมนุษย์มีหน้าที่คอยปฏิบัติ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่บนภูเขานอกเมืองเพื่อจะให้คุ้มครอง เมืองมิให้เกิดภัยอันตราย พระขพุงผีที่สถิตอยู่บนภูเขานอก เมืองสุโขทัยนั้นเป็นตัวอย่างที่แลเห็นได้ชัด พราหมณ์นั้นมี สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนภูเขาอยู่แล้วได้แก่พระศิวะ เมื่อเข้ามาเผยแผ่ ศาสนาฮินดูในเอเชียอาคเนย์ก็รับเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนภูเขา ซึ่งมีอยู่ทั่วไปนั้นว่าเป็นองค์พระศิวะ และเพื่อให้มีกำลังสนับสนุนในการเผยแผ่ศาสนา พราหมณ์ก็ได้ให้ความศักดิ์ สิทธิ์แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ในที่ต่างๆ โดยกระทำพิธี
 

วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

รากลัทธิของครูทั้ง 6 จัดว่าเป็นลัทธิร่วมพุทธกาล

ลัทธิของครูทั้ง   6  จัดว่าเป็นลัทธิร่วมพุทธกาล  มีหลักฐานปรากฏในสามัญผลสูตรที่กล่าวถึงครูทั้ง  6   ว่า...
เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูได้ครองราชย์สืบต่อจากพระเจ้าพิมพิสารผู้ราชบิดาอยู่มาวันหนึ่งทรงมีความประสงค์จะสนทนากับสมณพราหมณ์   ในปัญหาเรื่องการบวชมีผลเป็นที่ประจักษ์อย่างไร      ได้เสด็จถามปัญหาดังกล่าวกับครูทั้ง  6    และได้รับคำตอบไม่เป็นที่พอพระทัย  เพราะเป็นการถามปัญหาอย่างหนึ่งและตอบเสียอีกอย่างหนึ่ง   ทรงนำคำตอบในลัทธิของครูทั้ง  6  มาตรัสเล่าถวายพระพุทธเจ้า  ข้อความพิสดารมีปรากฏในสามัญญผลสูตร   ครูทั้ง   6  นั้นมีนามปรากฏ  ดังนี้  คือ

1.  ปูรณกัสสปะ

2.  มักขลิโคศาล

3.  อชิตเกสกัมพล

4.  ปกุธกัจจายนะ

5.  สญชัยเวลัฏฐบุตร

6.  นิครนถนาฏบุตร


 1.  ทรรศนะของปูรณกัสสปะ

ปูรณกัสสปะ  เป็นเจ้าลัทธิเก่าแก่ผู้หนึ่ง   มีความเห็นว่า   วิญญาณเป็นสิ่งไร้กัมมันตภาพเป็นสิ่งเที่ยงแท้ถาวร  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ร่างกายนี้เองเป็นเจ้าของพฤติกรรม  วิญญาณไม่เกี่ยวข้องกับกรรมดีกรรมชั่วที่ร่างกายทำ  แต่ร่างกายก็เป็นสิ่งที่ไร้เจตนา   ดังนั้น  เมื่อร่างกายทำสิ่งใด  ๆ   ลงไป  จึงไม่จัดเป็นบุญบาปแต่อย่างใด   บุคคลไม่จัดว่าได้ทำบุญเมื่อให้ทาน  เป็นต้น   และไม่จัดว่าได้ทำบาป  เมื่อฆ่าสัตว์   ลักทรัพย์ประพฤติผิดในกาม   หรือพูดปด
พระพุทธศาสนาเรียกทรรศนะของปูรณกัสสปะว่า   “อกิริยวาท ”  แปลว่า  “กล่าวการทำว่าไม่เป็นอันทำ”
เป็นทรรศนะที่ปฏิเสธพลังงาน   ปฏิเสธกรรมไปด้วยพร้อมกัน  ผู้มีทรรศนะดังกล่าวนี้เรียกว่า “อกิริยวาที”   แปลว่า  “ผู้กล่าวการทำว่าไม่เป็นอันทำ”  ขัดแย้งกับหลักกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง   เพระพระพุทธศาสนาสอนหลักกรรมว่า  สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม   ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี  ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว  และถือว่าเป็นหลักเหตุผลที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง


...........................................................

--->>  2.  ทรรศนะของมักขลิโคศาล


กล่าวกันว่า  มักขลิโคศาลเป็นเจ้าลัทธิฝ่าย  อาชีวก   วันหนึ่งเห็นต้นข้าวที่คนเหยียบย่ำแล้วกลับงอกงามขึ้นมาอีก   จึงเกิดความคิดว่า   “สัตว์ทั้งหลายหลังจากตายแล้ว   จะต้องกลับมีวิญญาณขึ้นมาอีก  ไม่ตายไม่สลาย” และถือว่า  “สัตว์ทั้งหลายขึ้นอยู่กับกระบวนการที่ได้กำหนดไว้แล้ว”  กระบวนการดังกล่าว   เริ่มต้นจากระดับต่ำสุดไปหาจุดหมายที่สูงสุด เป็นกระบวนการที่แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง   เช่นเดียวกับความร้อนมีระดับต่ำเป็นน้ำแข็ง  และมีระดับสูงเป็นไฟ

มักขลิโคศาลปฏิเสธกรรมและพลังความเพียรว่าเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย   สัตว์ทั้งหลายไม่ต้องทำความเพียร  และไม่ต้องทำความดีเพื่ออะไร  เพราะการบรรลุโมกษะไม่ได้สำเร็จด้วยความเพียรหรือด้วยกรรมใด  ๆ   สัตว์จะต้องเวียนว่ายตายเกิดจากภพสู่ภพไปโดยลำดับ   เมื่อถึงภพสุดท้ายก็จะเข้าถึงความบริสุทธิ์ได้เอง   ความบริสุทธิ์ประเภทนี้เรียกว่า   “สังสารสุทธิ”   คือความบริสุทธิ์ที่ได้จากการเวียนว่ายตายเกิด   กระบวนการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์    เช่นเดียวกับการคลี่เส้นด้ายออกจากกลุ่ม   เมื่อจับปลายเส้นด้ายด้านนอกแล้วปากกลุ่มด้ายไป   กลุ่มด้ายจะคลี่ออกจนถึงปลายด้านใน  ปลายสุดด้านในของเส้นด้ายนั่นเอง   เปรียบเหมือนความบริสุทธิ์ของสัตว์  หรือที่เรียกว่าโมกษะ
............................................................


--->>  3.  ทรรศนะของอชิตเกสกัมพล


ทรรศนะของอชิตเกสัมพล  ตรงกับปรัชญาในยุคหลังคือวัตถุนิยม   เป็นทรรศนะที่ปฏิเสธว่า   ไม่มีสัตว์   ไม่มีบุคคลใด   ๆ   ทั้งสิ้น  ไม่มีชาติหน้า   ไม่มีบุญ   ไม่มีบาป   ปฏิเสธกรรมดีกรรมชั่ว  ปฏิเสธพิธีกรรมทางศาสนาว่าไร้ผล   ปฏิเสธความสมบูรณ์ทางจิต   ไม่มีใครทำดีไม่มีใครทำชั่ว   เพราะสัตว์ประกอบด้วยธาตุ  4  คือ   ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ   จึงไม่มีสัตว์ใด  ๆ    คงมีแต่กลุ่มธาตุ  ชาตินี้ของสัตว์สิ้นสุดลงที่การตาย  ไม่มีอะไรเหลืออีกหลังจากตาย
ธาตุทั้งหลายเหล่านั้นทำหน้าที่ผลิตวิญญาณขึ้นมา    เมื่อธาตุเหล่านั้นแยกจากกันสัตว์ก็สิ้นสุดกันแค่นั้น   ไม่มีความดีความชั่ว   ไม่มีโลกหน้าชาติหน้าต่อไปอีก   ไมมีสวรรค์หรือโลกทิพย์ที่ไหนอีก   ไม่มีพระเจ้า    โลกนี้ดำรงอยู่โดยตัวเอง   วิญญาณและเจตนาของสัตว์เกิดจากธาตุ  เช่นเดียวกับสุราที่เกิดจากการหมักดองเครื่องปรุง   เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลงที่ความตายจึงไม่จำเป็นต้องทำบุญเพื่อเป็นเสบียงไปชาติหน้า   ทรรศนะนี้ปฏิเสธคัมภีร์พระเวทอย่างรุนแรง  เป็นทรรศนะที่ชี้แนะว่า  สัตว์จะแสวงหาความสุขแก่ตนด้วยวิธีใด  ๆ ก็ได้  ไม่ต้องทำสิ่งที่เคยเชื่อกันมาว่าจะอำนวยความสุขในชาติหน้า    เพราะวิญญาณคือร่างกายที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง
พระพุทธศาสนาเรียกทรรศนะนี้ว่า  “นัตถิกวาท”  แปลว่า  “กล่าวว่าไม่มีสัตว์บุคคล”
ทรรศนะของอชิตเกสกัมพล  ตรงกับปรัชญาจารวากหรือวัตถุนิยม   ยอมรับค่านิยมทางกามสูขเท่านั้น   ไม่มีค่านิยมใด  ๆ   อีกที่เหมาะสมของมนุษย์   จึงเป็นทรรศนะที่ถูกตำหนิจากปรัชญาอื่นอย่างมาก


**************************************************************************
คำอธิบายสามัญญผลสูตรกล่าวว่า   เจ้าลัทธิทั้ง  3   ดังกล่าวแล้วนั้น


-->  ปูรณกัสปะกล่าวว่า   เมื่อบุคคลทำบาป  ไม่ชื่อว่าเป็นทำบาป  จัดว่าเป็นการปฏิเสธกรรม  


-->  เจ้าลัทธิอชิตเกสกัมพลกล่าวว่า     สัตว์ทั้งหลายตายแล้วหมดสิ้นกัน  ไม่มีอะไรไปเกิดอีก  
จัดว่าเป็นการปฏิเสธผลของกรรม-->  เจ้าของลัทธิมักขลิโคศาลกล่าวว่า   สัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุ   ไม่มีปัจจัย   เศร้าหมองเองมีความบริสุทธิ์ได้เอง   จัดว่าเป็นการปฏิเสธทั้งกรรมและผลของกรรม




เจ้าลัทธิปูรณกัสสะปะแม้ปฏิเสธแต่กรรม  ก็จัดว่าปฏิเสธผลของกรรมไปด้วย


เจ้าลัทธิอชิตเกสกัมพลเมื่อปฏิเสธผลของกรรมก็เป็นการปฏิเสธกรรมไปด้วยแล้ว


เพราะฉะนั้น     โดยความหมายแล้ว   เจ้าลัทธิทั้ง  3 จัดว่าเป็นทั้ง  อกิริยาวาทอเหตุ  และนัตถิกวาท  เหมือน ๆ กัน  เพราะปฏิเสธทั้งกรรมและผลกรรม



-->>
ฏีกาสามัญญผลสูตรกล่าวว่า...เจ้าลัทธิปูรณกัสสปะจัดว่าปฏิเสธกรรม  เพราะกล่าวการทำว่าไม่เป็นอันทำ


เจ้าลัทธิอชิตเกสกัมพลจัดว่าปฏิเสธผลกรรม    เพราะถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกต่อไป


เจ้าลัทธิมักขลิโคศาลจัดว่าปฏิเสธทั้งกรรมและผลกรรม   เพราะเมื่อทำการปฏิเสธเหตุก็เท่ากับปฏิเสธผลไปด้วยกัน   เมื่อปฏิเสธเหตุของความเศร้าหมองและความบริสุทธิ์  ก็เป็นการปฏิเสธผลกรรมเสียแล้วด้วย   เมื่อกรรมไม่มีผลกรรมก็ต้องไม่มีด้วย  หรือเมื่อผลกรรมไม่มี  ก็ต้องสืบเนื่องมาจากกรรมไม่มี



-->> คำอธิบายคัมภีร์  เอกนิบาต   อังคุตตรนิกาย   กล่าวว่า...

มิจฉาทิฐิบางอย่างห้ามทั้งสวรรค์และมรรค

บางอย่าง ห้ามแต่มรรคอย่างเดียว  ไม่ห้ามสวรรค์

บางอย่างไม่ห้ามทั้งมรรค และสวรรค์

มิจฉาทิฐิ  3  อย่างคือ

อกิริยทิฐิ   และนัตถิกทิฐิ   ห้ามทั้งสวรรค์และมรรค

มิจฉาทิฐิถึงที่สุด   10  อย่าง คือการยึดถือว่า   โลกเที่ยง  เป็นต้น  จัดว่าห้ามแต่มรรคอย่างเดียว  เป็นความเห็นที่วิปริตจากทางของมรรค   แต่ไม่ห้ามสวรรค์เพราะไม่เป็นอกุศลกรรมบถ

ส่วนสักกายทิฐิ  20  มีเห็นรูปว่าเป็นตน  เห็นตนว่าเป็นรูป  เห็นตนในรูป   เป็นต้น   เป็นการเห็นลักษณะ  4  อย่างในขันธ์  5  รวมเป็น   20  ไม่ห้ามทั้งสวรรค์และมรรคเพราะไม่เป็นอกุศลกรรมบถ   และเมื่อเกิดความรู้จัดแจ้งตามเป็นจริง  ก็บรรลุมรรคผลได้


...............................................................................................................................................


--->> 4. ทรรศนะของปกุธกัจจายนะ
ปกุธกัจจายนะเป็นนักพหุนิยมและวัตถุนิยม มีทรรศนะคล้ายกับอชิตเกสกัมพลโดยถือว่าสัตว์ประกอบด้วยธาตุทั้งหลาย ธาตุเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีความมั่นคง ไม่เป็นบ่อเกิดของสิ่งใด ๆ ได้อีก ไม่มีพฤติกรรมร่วมกับสิ่งใด ๆ ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงไม่มีใครฆ่าใคร ไม่มีใครถูกฆ่า ไม่มีใครแสดงอะไรแก่ใคร ไม่มีใครสอน ไม่มีใครเรียน แม้ดาบจะผ่านร่างกายของสัตว์ไปก็ไม่จัดเป็นการทำบาป ไม่จัดเป็นการทำลายสัตว์เป็นเพียงดาบได้ผ่านกลุ่มธาตุที่ปรากฏเป็นร่างกายเท่านั้น ร่างกายนั้นเป็นกลุ่มของปรมาณูไม่มีสิ่งอื่นใดทุกอย่างสิ้นสุดลงพร้อมกับการตายของสัตว์นั้น ๆ
พระพุทธศาสนาเรียกทรรศนะนี้ว่า “อุจเฉทวาทะ” หรือ “อุจเฉททิฐิ” แปลว่า “เห็นว่าสูญสิ้น” คือไม่มีใคร ตายแล้วจึงไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก อยู่ในฐานะเป็น นัตถิกทิฐิ คือ ปฏิเสธความเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นอเหตุกทิฐิ คือ ปฏิเสธเหตุของความเศร้าหมอง ความบริสุทธิ์ และเป็น อกิริยทิฐิ คือ ปฏิเสธการกระทำด้วย เพราะเมื่อปฏิเสธบุคคลอย่างเดียวแล้ว การกระทำจะมีได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ทรรศนะของเจ้าลัทธิปกุธกัจจายนะ จึงมีลักษณะกลมกลืนกับเจ้าลัทธิเหล่าอื่นที่กล่าวมาแล้ว
.........................................................................................................................................


--->> 5. ทรรศนะของสญชัยเวลัฏฐบุตร
ไม่ปรากฏชัดเจนว่า สญชัยถือทรรศนะใด ว่าเป็นสิ่งสูงสุด เพราะถือว่า สิ่งอันติมะเป็นสิ่งไม่สามารถกำหนดได้ สญชัยกล่าวถึงปัญหาบางอย่างที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ เช่น ปัญหาเรื่อง อาตมันเป็นสิ่งเดียวกับร่างกายหรือไม่ ? สัตว์ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่? ปัญหาเหล่านี้พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ โดยทรงแสดงเหตุผลว่าเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ แต่ทรงพยากรณ์ปัญหาต่าง ๆ ในกระบวนการของอริยสัจ 4
ในการตอบปัญหาต่าง ๆ สญชัยใช้หลักตรรกวิทยาเป็นเครื่องมืออย่างสำคัญจึงถูกวิจารณ์ว่าเป็น อมราวิกเขปิกะ คือ พูดซัดส่ายไปมาอย่างปลาไหล เป็นคนพูดจาไม่อยู่กับร่องรอยที่แน่นอน แต่ไม่จัดว่าเป็น อกิริยาวาทิน อย่าง 4 เจ้าลัทธิข้างต้น
-->> คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนากล่าวว่า สญชัยเป็นครูของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย ของพระพุทธเจ้า พระอัครสาวกได้พยายามที่จะให้อาจารย์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่ออ้อนวอนไม่เป็นการสำเร็จ จึงได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยบริวารจำนวนมาก

...........................................................................................................................................




· เลขที่บันทึก: 215825
· สร้าง: 11 ตุลาคม 2551 17:38 · แก้ไข: 23 มิถุนายน 2555 12:07
· ผู้อ่าน: แสดง · ดอกไม้: 0 · ความเห็น: 3 · สร้าง: ประมาณ 4 ปี ที่แล้ว
· สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
  http://www.gotoknow.org/blogs/posts/215825?